แฟมทริปครอบครัว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน) จัดกิจกรรม "กอด" วิถีความ เป็นไทย แต่งชุด  ไทยเข้าวัง ร่วมงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชมการแสดงสุดอลังการ ชมตลาดบางระจัน นั่งขบวนรถไฟฟ้าลอยน้ำ วิถีชุมชนลาวเวียง ชุมชนมหาสอน จังหวัดอ่างทอง ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี ระหว่างวันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2561       
         วันที่ 15 กุมภาพัน ธ์  2561 Aboutinformant คณะ ได้เดินทาง โดยรถปรับอากาศจากกรุงเทพสู่จังหวัดอ่างทอง เมื่อเดินทางถึงจังหวัดอ่างทอง คณะเราเข้ากราบสักการะพระนอน ที่วัดขุนอินทประมูล พระพุทธไสยาสน์ ทันสมัยไฮเทคเป็นอุโบสถแห่งเดียวแห่งแรกที่มีทั้งลิฟต์และบันไดเลื่อนไว้คอยบริการผู้มีจิตศรัทธา
         ประวัติความเป็นมาวัดขุนอินทประมูล เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์เก่าแก่ ขนาดใหญ่มีความยาว 50 เมตร อยู่ที่ตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง วัดนี้อยู่กลางทุ่งนา พระวิหารหักพังหมดไม่มีหลังคา ที่หน้าพระนอนองค์นี้มีรูปเป็นของชายคนหนึ่ง เล่ากันว่าขุนอินทประมูลซึ่งเป็นนายอากร ได้ยังยอกเอาเงินหลวงมาสร้างต่อเติมและถูกเฆี่ยนจนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่าวัดขุนอินทประมูล        
         อุโบสถและเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม วัดขุนอินทประมูล วัดนี้มีความสำคัญมากสมัยอยุธยา โบราณสถานภายในวัด ได้แก่ พระพุทธไสยาสน์ วิหาร อุโบสถ เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม โดยอุโบสถและเจดีย์ตั้งอยู่บนเนินดินที่มีเขื่อนก่อเป็นอิฐขอบสูงประมาณ 2 เมตร    เป็นลานประทักษิณขนาดใหญ่ รูปแบบทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมโบราณสถานมีดังนี้ อุโบสถ (หรือวิหาร)     เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสมัยอยุธยา หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก    ฐานอาคารทำเป็นฐานปัทมสูง ประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกด้านละ 2 ช่อง          ไม่ปรากฏร่องรอยการเจาะช่องหน้าต่างและฐานใบเสมาดูรอบอาคาร ส่วนเครื่องบนหลังคาพังทลายลงมาเมื่อนานมาแล้ว  ภายในอาคารประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายที่มีการพอกด้วยปูนปั้น บริเวณพื้นปูด้วยกระเบื้องดินเผาไม่เคลือบ เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม  อยู่ติดกับอุโบสถทางด้านทิศตะวันตก ฐานเจดีย์มีลักษณะเป็นฐานเสียงแปดเหลี่ยมซ้อนชั้น ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำแปดเหลี่ยม ส่วนยอดเป็นปล้องไฉน ซ้อนชั้นขั้นไป ซึ่งปัจจุบันได้หักพังลงมาบางส่วน      จากรูปแบบศิลปกรรมเป็นเจดีย์ในสมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 22-23        
         วัดขุนอินทประมูล    ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2478 มีเนื้อที่ 58 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา และกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะวัดและองค์พระตั้งแต่ พ. ศ. 2518 เรื่อยมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2555-2556 ได้ดำเนินการบูรณะองค์พระ อุโบสถ และเจดีย์ อีกครั้ง
 
          จากนั้น เราเดินทางต่อไปยังวัดหลวงพ่อนุ่ม วัดนางในธัมมิการาม เจ้าอาวาสวัดนางในธัมมิการาม ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ ในปี พ.ศ. 2469 สมัยนั้น วัดนางในชำรุดทรุดโทรมมากท่านจึงเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์วัดนางใน จนเป็นวัดที่พร้อมด้วยเสนาสนะอันสวยงาม เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงปี พ. ศ. 2477 ท่านจึงได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ผลงานต่างๆ ของหลวงพ่อมีมากมายหลายอย่างทั้งในทางวัดนางในและบริเวณรอบนอกวัด หลวงพ่อนุ่มปกครองวัดนางในเป็นเวลา 30 ปี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมพ. ศ. 2497 ท่านจริงมรณภาพสิริอายุได้ 70 ปีพรรษาที่ 50 ในงานประจำปีของวัดนางในทุกปีจะจัดงานตรงกับเทศกาลตรุษจีน เป็นงานที่ใหญ่โตทางวัดเปิดโอกาสให้ประชาชนปิดทองรูปหล่อหลวงพ่อนุ่ม มีประชาชนและชาวอ่างทองไปร่วมงานเป็นหมื่นคนทุกปี เมื่อกราบไหว้กันเพื่อเป็นศิริมงคลแล้ว เดินออกข้างวัดไปสู่ ตลาดศาลเจ้าโรงทองซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันเพียงเดินข้ามถนนไปในช่วงนี้ต้องระวังรถเป็นพิเศษเพราะยังคงมีความดั้งเดิมอยู่
           ตลาดศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ตลาดศาลเจ้าโรงทองมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานนับร้อยปีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เครื่องที่จังหวัดอ่างทองถูกเรียกขานว่าเป็นแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองที่เป็นทั้งสนามรบ ทางเดินทัพและแหล่งเสบียงอาหาร ทำให้เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่แขวง จนกระทั่งก่อเกิดชุมชนและย่านการค้า หรือตลาดขึ้นในบริเวณดังกล่าวตามคำบอกเล่าและอ้างอิงประวัติศาสตร์กล่าวว่า เดินตลาดแห่งนี้มีชื่อว่า บ้านไผ่จำศีล แขวงเมืองวิเศษชัยชาญมาก่อน ภายหลังจึงมีการเปลี่ยนชื่อเป็นตลาดศาลเจ้าโรงทอง ช่วงปี 2508 ตรงกับปีฉลู คณะก่อสร้างศาลเจ้าโดยนายเถ่งงี้ แซ่เล้า และนายเล่งกวย แซ่ตั้ง หัวหน้าคณะและชาวจีนอพยพที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก่อสร้างศาลเจ้าไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นสถานที่สักการะภายในชุมชนโดยนำต้นรงค์ทองชาดมาสร้างด้วยศิลปะสวยงาม ต่อมากรมการเมืองได้มาตรวจเยี่ยมและพบเห็นผู้คนจำนวนมากสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลจึงเรียกชุมชนแห่งนี้ใหม่ว่า ศาลเจ้าโรงทอง ภายหลังสิ้นสุดการสู้รบ ชาวบ้านเห็นว่าทำเลที่ตั้งชุมชนไม่เหมาะสมจึงมีการย้ายที่ตั้งเมืองใหม่ จากริมน้ำน้อยมาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็นจังหวัดอ่างทองในปัจจุบัน ส่วนตลาดศาลเจ้าโรงทองริมฝั่งแม่น้ำน้อยก็ยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งตัวอาคารบ้านเรือนทรงเก่าโบราณสถานและโบราณวัตถุ ตลอดจนวิถีสืบต่อกันมาของชุมชนดั้งเดิมแห่งนี้ คือ เสน่ห์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของวันวาน โดยเฉพาะตลาดเก่า ศูนย์กลางธุรกิจการค้าแต่เก่าก่อนภายในแบ่งเป็นตลาดเหนือ ตลาดกลาง และตลาดใต้ ยังคงมีร้านค้าบางแห่งซึ่งตั้งอยู่ภายในเปิดดำเนินกิจการไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา เครื่องจักสาน ร้านขนมไทยโบราณ ฯลฯ ตลาดเหนือยังคงมีเรือนไม้เก่าแก่ที่ก่อสร้าง มาตั้งแต่ยุคเริ่ม มีตลาดศาลเจ้า พร้อมกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยังพบเห็นได้ทั่วไป,ตลาดกลาง แหล่งรวมร้านค้าเจ้าเก่าดั้งเดิม แม้บางส่วนสร้างขึ้นมาใหม่หลังจากถูกเพลิงไหม้เสียหายแต่ยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้อย่างสวยงามและตลาดใต้สิ่งปลูกสร้างที่ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของตลาดศาลเจ้า ตลาดใต้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเพลิงไหม้เมื่อปี พ.ศ. 2548 ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างบ้านเรือนขึ้นมาทดแทนโดยที่ยังคงรูปแบบความเป็นไทยไว้โดยมีประตูบ้านชั้นล่างของแต่ละหลังเป็นประตูบานเฟี้ยม ระเบียงชั้นสองตกแต่งด้วยไม้อย่างสวยงาม
        ศาลเจ้าพ่อกวนอู ตัวกลางศาลเจ้าที่เห็นดูใหม่เอี่ยม สวยงาม เพราะเพิ่งรื้อของเดิมเพื่อสร้างใหม่ในปี 2547 มาเสร็จสมบูรณ์ในปี 2550 ตัวศาลของเดิมสันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ. ศ. 2520 ในยุคที่เริ่มมีชาวจีนมาตั้งรกรากทำการค้าที่นี่ แล้วก็เคยมีการบูรณะใหญ่ในปี 2466 หลังจากเกิดไฟไหม้เสียหาย แต่กาลเวลาทำให้อาคารศาลเจ้าชำรุดทรุดโทรมมากจนต้องตัดสินใจหรือแล้วสร้างใหม่บนพื้นที่เดิมเที่ยวตลาดโบราณ 100 ปีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดินชิมขนมไทยที่แสนอร่อยขึ้นชื่อลือชา เช่นขนมดอกลำเจียก หากท่านเดินทางเข้าสู่ตลาดศาลเจ้าโรงทอง ท่านจะได้เห็นวิถีชุมชนแบบดั้งเดิมยังมีให้เห็นอยู่ ตัวอาคารบ้านเรือน ถึงที่มาที่ไปของตลาดแห่งนี้
          คณะเราเดินทางต่อมายังชุมชนลาวเวียง บ้านเนินขาม จังหวัดชัยนาท ชาวลาวเวียงเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว มีอัตลักษณ์สะท้อนผ่านลวดลายของผ้าที่ทอสวยงาม เมื่อลงมาถึง ณวัดเนินขาม เราได้กราบนมัสการพระพุทธมาลีศรีเนินขาม และพระพุทธมาลาเพื่อเป็นสิริมงคล เรื่องเขาเล่าว่าชุมชนลาวเวียง บ้านเนินขาม จังหวัดชัยนาท เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวลาวจากเวียงจันทร์ถูกกวาดต้อนมาอยู่ไทยเป็นจำนวนมาก ตั้งรกรากกระจัดกระจายหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคกลางและภาคอีสานตามเส้นทางลำเลียง ที่บ้านเนินขาม อ.เนินขาม จ.ชัยนาท เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ชาวลาวจากเวียงจันทร์เข้ามาตั้งรกราก จนปัจจุบันกลายเป็นชุมชนใหญ่ ชุมชนแห่งนี้เรียกตัวเองว่า ลาวเวียง ย้ายถิ่นฐานมาจากพื้นที่เดิม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เพื่อมาหาที่ทำกินแห่งใหม่เมื่อ 150 ปีที่แล้วจวบจนถึงปัจจุบัน
 
         ชาวลาวเวียง ยังคงสืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิม ทั้งการใช้ภาษา ศิลปะ การแต่งกาย อาหาร และวิถีชีวิต แบบเรียบง่าย เลื่อมใสพุทธศาสนา มีความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังคงใช้ภาษาและการแต่งกายดั้งเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ชาวเนินขาม สืบทอดวัฒนธรรมเดิมของชาวลาวที่เป็นเอกลักษณ์มาจนถึงทุกวันนี้ เช่น การทอผ้า การแต่งกาย ภาษาพูด วัฒนธรรมทางศาสนา เช่น พิธีบายศรีรับขวัญ การทอผ้าและ ปักลาย ชุดลาวเวียง การฟ้อนแคนลาวเวียง ทางคณะเราได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจกันจากลาวชาวเวียงและเกิดการประทับใจเป็นอย่างมากกับพิธีกรรมบายศรีสู่ขวัญแม่เฒ่า พ่อเฒ่าผูกข้อมือและการต้อนรับชาวลาวเวียงบ้านเนินขามเป็นอย่างยิ่งและได้เห็นถึงความสามัคคี วิถีถิ่นต่างๆ ที่ชาวชุมชนบ้านเนินขามให้ความเป็นกันเองและรับประทานอาหารแบบบ้านๆ ร่วมกับกิจกรรมฟ้อนแคนลาวเวียง ฟังดนตรีพื้นถิ่นบรรเลงเป็นที่สนุกสนาน
           วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เดินทางสู่จังหวัดลพบุรี นำคณะสู่วัดเกริ่นกฐิน การสักการะหลวงพ่อเพี้ยน พระเกจิแห่งเมืองลพบุรี และเจดีย์พระธาตุที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้จากการประทานจากพระสังฆราช
         วัดเกริ่นกฐิน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ประวัติหลวงพ่อเพี้ยน อัคคธัมโม หรือ พระครูวิมลสมณวัตร เป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสของเมืองลพบุรี อายุครบ 90 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา เจ้าตำรับสุดยอดเครื่องรางของขลัง ตะกรุดโทน และ ผ้ายันต์แดง เสือ สิงห์ ที่ มีประสบการณ์พุทธคุณกล่าวขานเลื่องลือกันไปทั่ว ทั้งในด้านเมตตา ค้าขาย ปกป้องคุ้มภัย มหาอุด และคงกระพันชาตรี เรื่องราวชีวิตและบทบาทของท่านนับว่าน่าสนใจ เพราะเป็นพระของชาวบ้านโดยแท้ ประวัติ หลวงพ่อเพี้ยน เกิดในสกุล ยอดวัด เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีขาล พุทธศักราช 2470 ที่บ้านเกริ่นกฐิน ต.บ้านชี อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ชีวิตในวัยเยาว์ หลังจบการศึกษาภาคบังคับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากนั้นก็ช่วยเหลือครอบครัวในการประกอบอาชีพทำนา จวบกระทั่งถึงวัยแห่งการครองเรือน แต่ภายหลังเกิดความเบื่อหน่าย จึงหันหน้าเข้าสู่เส้นทางธรรม ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2519 ณ พัทธสีมาวัดกำแพง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี โดยมีหลวงพ่อเจือ เจ้าอาวาสวัดกำแพง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา อคฺคธมฺโม มีความหมายว่า ผู้มีธรรมอันยอดเยี่ยม หลังจากอุปสมบท ได้ย้ายไปพำนักที่วัดเกริ่นกฐิน เพื่อบำเพ็ญสมณกิจ สวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา และได้เรียนวิทยาคมจากหลวงพ่อปาน เจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน ในยุคนั้น รวมไปถึงการได้ทบทวนสรรพวิชาเข้มขลังจากแผ่นดินกัมพูชา ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากโยมบิดาของท่าน สำหรับหลวงพ่อปาน พระเกจิเรืองอาคม เป็นพระภิกษุที่สัญจรมาจากประเทศกัมพูชาเช่นกัน ซึ่งหลวงพ่อปานได้กล่าวเน้นย้ำเป็นการเตือนสติอยู่เสมอว่า คนเราจะทำการใดๆ ต้องมีจิตที่มุ่งมั่น ตั้งใจในการศึกษา หัวใจของการศึกษาวิชาอาคมให้บังเกิดผล ถึงความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ จะต้องเริ่มที่สติ เมื่อสติมั่นคงก็จะบังเกิดเป็นสมาธิ สมาธิจะทำให้เกิดปัญญา สามารถทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียว และเมื่อถึงขั้นนั้น จะทำสิ่งใดๆ ย่อมได้ผลดังนั้น ท่านได้ฝึกจิตตามแนวทางของหลวงพ่อปาน ทำให้การเรียนด้านวิชาอาคม บังเกิดความก้าวหน้า และได้รับความศรัทธาจากชาวบ้านท่านใช้อำนาจแห่งพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ใครเจ็บป่วยเป็นไข้ใช้ยาสมุนไพรรักษา ปัดเป่าเคราะห์ร้ายได้ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ ชื่อเสียงร่ำลือระบือไกล หลวงพ่อเพี้ยน เป็นเจ้าอาวาส ดูแลวัดเกริ่นกฐิน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 จนถึงปัจจุบัน วัตรปฏิบัติของหลวงพ่อเพี้ยนไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ดำรงตนอย่างสมถะ เข้าถึงจิตใจคน
          หลวงพ่อเพี้ยน มุมานะในการพลิกฟื้นตำรา ทั้งของโยมบิดาและหลวงพ่อปาน และเริ่มทำการจัดสร้างของขลังเป็นครั้งแรก ได้แก่ “ตะกรุดโทน” แผ่นโลหะแต่ละแผ่น เมื่อได้จารอักขระเลขยันต์ตามตำรับ คือ การจารตะกรุดใต้น้ำ หลวงพ่อเพี้ยนจะต้องดำลงใต้น้ำ เพื่อทำการจารอักขระ ซึ่งเป็นหัวใจของพระคาถาด้านมหาอุด และคงกระพันชาตรี ตะกรุดโทนหลวง พ่อเพี้ยน สร้างประสบการณ์ลือลั่นท้องทุ่งบ้านหมี่ รวมทั้งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ท่านจะนำปัจจัยไปใช้ในด้านการพัฒนาวัดวาอาราม วัดเกริ่นกฐิน ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ 2 ชั้น หอฉัน หอสวดมนต์ หอระฆัง กุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ อุโบสถ เมรุ เจดีย์พิพิธภัณฑ์ โดยตั้งกองทุนมาจากการสร้างพระกริ่งอัคคธัมโม และเหรียญบาตรน้ำมนต์ สร้างถนนลาดยางจากถนนสายหลักท่าโขลง-บ้านหมี่ สร้างอาคารเรียนให้กับโรงเรียนวัดสระกระเบื้อง หลวงพ่อเพี้ยน ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท ในราชทินนาม พระครูวิมลสมณวัตรเข้ารับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศ ณ วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2548 และท่านละสังขารเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 60 
               และเดินทางต่อสู่บ้านสวนขวัญ ชุมชนมหาสอน ชมวิถีชีวิตเกษตรกรพื้นบ้าน ชมการสาธิตจากหวายจากภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวบ้านมหาสอนที่มีชื่อเสียงและเรียนรู้อาหารคนลุ่มแม่น้ำบางขาม ชมโบราณสถานสร้างตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อายุกว่าร้อยปี
ดินทางสู่งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์แต่งกายชุดไทยเพื่อเข้าร่วมงาน ชมการแสดงแสงสีเสียง จำลองประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยาการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนและตลาดย้อนยุค บ้านสวนขวัญชุมชนมหาสอน ตั้งอยู่ที่ 58   หมู่ 6 ตำบลมหาสอน  อำเภอบ้านหมี่  จังหวัดลพบุรี ซึ่งนางสาว อิงณภัสร์  วงษ์สิทธิชัย ผู้ดูแลชุมชน กล่าวว่า กิจกรรมเกษตร  ศูนย์การเรียนรู้บ้านสวนขวัญจังหวัดลพบุรี  พื้นที่กิจกรรม 5 ไร่ พื้นที่นา 14 ไร่ ผลิตข้าวเพื่อสุขภาพโดยไม่ใช้สารเคมี  14 ไร่ โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง 1 โรง บ่อเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเลี้ยงคู่กับปลาเบญจพรรณ 1 บ่อขนาด 1 งาน โรงผลิตปุ๋ย พร้อม อุปกรณ์ และเครื่องอัดเม็ดปุ๋ย 1 โรง เตาเผาถ่านไบโอชา 2 เตา โรงเรือน แปรรูป แปลงผัก 10 แปลง สวนผสม ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง  1 งาน สมุนไพร ผักสวนครัว ไม้ผล กล้วย ค้างผัก ไม้ใช้งาน ฯลฯ ท่องเที่ยววิถีชุมชนเชิงเกษตร บ้านมหาสอน  บ้านเห็ด บ้านจิ้งหรีด บ้านไส้เดือน บ้านดอกไม้ บ้านกบ ฯลฯ ความเชี่ยวชาญ การทำนาข้าวสุขภาพโดยไม่ใช้สารเคมี  การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง อาหารสัตว์ลดต้นทุน การแปรรูป  การเพาะกล้าข้าวแบบนาโยน และ นาดำ  การตลาด และโซเชี่ยล  ตกตั้งแต่เตรียมดิน จน กระบวนการแปรรูป แปลงเพาะกล้าข้าวและเครื่องโรยเมล็ด จำนวน  2 งาน แปลงเลี้ยงกุ้งในนาข้าว 1 งาน คณะเราเดินทางข้าร่วมงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่งชุดไทย ชมการแสดงแสง สี เสียง ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา และการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนเดินตลาดย้อนยุค ผ่านประวัติศาสตร์มากมาย บ้านพระยาวิชาเย็น พระราชวังที่เกือบจะเป็นเมืองหลวง วัดปืน สวนราชานุสรณ์ เทวสถานปรางค์แขก และเดินทางไปบ้านบางระจัน
 เดินทางไปวัดคลองมะขามเฒ่า กราบนมัสการหลวงปูศุข
 
 ความเป็นมาของจังหวัดลพบุรี 
      ลพบุรี เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน     เพราะปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ติดต่อกันนานนับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ปีมาแล้ว จากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก และมีหลักฐานเอกสาร จารึกกล่าวถึงเมืองลพบุรี อยู่หลายประการเช่นในพุทธศตวรรษที่ 11-15 มีหลักฐาน คือ พงศาวดารเหนือกล่าวถึงพระยากาฬวรรรณดิศได้ให้พราหมณ์ยกพลมาสร้างเมืองละโว้ตั้งแต่ พ.ศ.1002 นอกจากนี้ยังมีตำนานชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวถึงการสร้างเมืองหริภุญไชยใน พ.ศ.1204 ต่อมาอีก 2 ปี คือ พ.ศ.1206 ได้ส่งทูตล่องลำน้ำปิงไปเมืองลวปุระทูลขอเชื้อสายกษัตริย์ลวปุระให้ไปปกครอง กษัตริย์ลวปุระจึงได้พระราชทานพระนางจามเทวี พระราชธิดา ให้ไปครองเมืองหริภุญไชย ชื่อเมืองลวปุระในตำนานชินกาลมาลีปกรณ์เป็นที่ยอมรับว่าคือเมืองลพบุรีในปัจจุบัน จึงสรุปได้ว่าลพบุรีคงเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง แว่นแคว้นอื่นจึงได้ยอมรับและขอเชื้อสายไปปกครอง 
        ในระยะราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 ละโว้หรือลพบุรีตกอยู่ภายใต้อำนาจทางการของอาณาจักรกัมพูชาเป็นครั้งคราวปลายพุทธศตวรรษที่18 เกิดความอ่อนแอในอาณาจักรกัมพูชาทำให้รัฐต่างๆ ที่เคยอยู่ใต้อำนาจปลีกตัวเป็นอิสระ รวมทั้งละโว้ด้วย ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ปรากฏหลักฐานว่าเมืองลพบุรี น่าจะเป็นเมืองที่พระเจ้าอู่ทองเคยครองราชย์มาก่อนที่จะย้ายไปสถาปนาอาณาจักรอยุธยา และในสมัย กรุงศรีอยุธยานี้เองที่ลพบุรีเจริญรุ่งเรืองที่สุด เพราะสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ พ.ศ.2199-2231) ได้สถาปนาลพบุรีเป็นราชธานีที่สอง หลังแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วลพบุรีขาดความสำคัญลงมากจนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดสถาปนาเมืองลพบุรีเป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่งจึงเห็นได้ว่าเมืองลพบุรีมีความสำคัญติดต่อกันมา ยาวนานนับพันปี
พระนารายณ์ราชนิเวศ (วังนารายณ์ฯ)  
         พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้สร้างขึ้น ณ เมืองลพบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ.2208-2209 มีข้อสันนิษฐานที่สำคัญ คือ ใน พ.ศ. 2207 เกิดกรณีพิพาทระหว่างฮอลันดากับไทย ฮอลันดาได้นำเรือมาปิดปากอ่าวไทยและบังคับให้ไทยทำสนธิสัญญาเสียเปรียบทางการค้าและเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำใหญ่ ไม่ห่างจากทะเล และด้วยเหตุผลทางการเมืองภายในประเทศ พระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังที่เมืองลพบุรี ใช้เป็นราชธานีที่สอง ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ไกลจากแม่น้ำใหญ่ มีป่า ภูเขา สัตว์ป่าชุกชุมทำให้ต้องอัธยาศัยในการเสด็จเข้าป่าล่าสัตว์ล้อมจับช้างในบริเวณป่าใกล้เมืองลพบุรี พระองค์จึงรู้สึกปลอดภัยเมื่อประทับอยู่ที่เมืองลพบุรี 
         พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์มีพื้นที่ประมาณ 43 ไร่ ออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยผสมตะวันตก สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดประทับ ณ เมืองลพบุรีเกือบตลอดปี เฉพาะฤดูฝนเท่านั้น จึงเสด็จไปประทับอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา เมืองลพบุรีจึงเป็นศูนย์กลางความเจริญตลอดรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2231 พระราชวังถูกทิ้งร้างจนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรด ฯ ให้ซ่อมแซมพระราชวังเดิมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ.2399 โปรดให้สร้างพระที่นั่งเพิ่มขึ้น และพระราชทานชื่อพระราชวังนี้ว่า "พระนารายณ์ราชนิเวศน์" 
          พระราชวังหันเข้าหาตัวเมือง ด้านหลังติดแม่น้ำลพบุรี กำแพงพระราชวังก่ออิฐถือปูน กำแพงชั้นนอกสูงใหญ่โดยรอบ มีใบเสมาเรียงรายบนสันกำแพงตลอด ตรงกึ่งกลางกำแพงมีป้อมปืนอยู่ 7 ป้อม ตรงฐานของป้อมปืนแต่ละป้อมเจาะเป็นช่องกลมเพื่อเสียบปืนใหญ่ กำแพงด้านในเจาะเป็นช่องสำหรับตามประทีป มีประตูทางเข้า 7 ประตู มีลักษณะโค้งแหลม ปัจจุบันเปิดให้เข้าได้เฉพาะประตูด้านหน้า ทางทิศตะวันออกเท่านั้นพระที่นั่งและตึกที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  • พระที่นั่งจันทรพิศาล เป็นพระที่นั่งซึ่งตรงกับบันทึกชาวฝรั่งเศสว่า เป็นหอประชุมองคมนตรี เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ มีลักษณะคล้ายโบสถ์หรือวิหารด้านหน้ามีมุขเด็จ เพื่อเสด็จออกให้ข้าราชการเข้าเฝ้าตรงชาลาหน้าพระลาน เมื่อพระราชวังถูกทิ้งร้าง เครื่องบนพระที่นั่งปรักหักพัง เหลือแต่ผนัง ได้รับการซ่อมแซมให้สมบูรณ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งท้องพระโรงทรงสูง มียอดแหลมทรงมณฑป ตรงกลางท้องพระโรงมีสีหบัญชรเป็นที่เสด็จออกเพื่อทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้า ฝาผนังประดับด้วยกระจกเงาซึ่งนำมาจากประเทศฝรั่งเศส ประตูและหน้าต่างท้องพระโรงซึ่งอยู่ทางด้านหน้าทำเป็นโค้งแหลม ส่วนตัวมณฑปที่อยู่ด้านหลังทำประตูหน้าต่างเป็นซุ้มแบบไทย คือซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์ ผนังพระด้านนอกพระที่นั่งตรงมณฑปชั้นล่าง เจาะเป็นช่องโค้งแหลมไว้สำหรับตามประทีปในเวลากลางคืน
  • พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าพระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ในพระราชอุทยานที่ร่มรื่น ทรงปลูกพรรณไม้ต่างๆ ด้วยพระองค์เอง หลังคาพระที่นั่งมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง ที่มุมทั้งสี่มีสระน้ำขนาดใหญ่ 4 สระ ใช้เป็นที่สรงสนานของพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์สวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2231 ปัจจุบันเหลือเพียงแต่ฐานรากเท่านั้น 
  • ตึกเลี้ยงรับแขกเมือง บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า ตึกหลังนี้อยู่กลางอุทยานเป็นตึกชั้นเดียวขนาดกระทัดรัด รอบตึกมีคูน้ำล้อมรอบสามด้านเป็นรูปตัวยู U ภายในคูน้ำมีน้ำพุพุ่งเรียงรายราว 20 แห่ง สมเด็จพระนารายณ์ได้พระราชทานเลี้ยงแก่คณะทูตจากฝรั่งเศส ณ สถานที่แห่งนี้ ใน พ.ศ. 2228 และพ.ศ. 2230 
  • ตึกพระเจ้าเหา ตึกหลังนี้แสดงให้เห็นลักษณะสถาปัตยกรรม สมัยสมเด็จพระนารายณ์ชัดเจนมาก ภายในตึกมีฐานชุกชีปรากฏให้เห็นอยู่บันทึกของชาวฝรั่งเศสระบุว่าเป็นวัด ตึกหลังนี้อาจเป็นหอพระประจำพระราชวังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปชื่อว่า "พระเจ้าเหา" ประตูหน้าต่างทำเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์ ผนังด้านสกัดสูงยันอกไก่ ตรงจั่วเจาะเป็นช่องโค้งแหลม มีกำแพงแก้วเจาะเป็นช่องสำหรับวางตะเกียงล้อมรอบตึก 
  • สิบสองท้องพระคลัง (พระคลังศุภรัตน์ ) เป็นอาคารชั้นเดียวที่ตั้งอยู่ระหว่างถังเก็บน้ำประปาและตึกเลี้ยงรับแขกเมือง สร้างขึ้นเป็นเรือนยาวสองแถวเรียงชิดติดกันอย่างมีระเบียบ เครื่องบนเป็นไม้มุงกระเบื้องกาบ ประตูและหน้าต่างเป็นแบโค้งแหลม อาคารข่อนค้างทึบ มีถนนผ่ากลางจำนวน 12 ห้องเข้าใจว่าเป็นคลังเก็บสินค้าเก็บสิ่งของเพื่อใช้ในราชการ 
  • ถังเก็บน้ำ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ชาวฝรั่งเศสและชาวอิตาลีได้ช่วยกันสร้างระบบระบายน้ำ ด้วยท่อดินเผาเพื่อลำเลียงน้ำจากห้วยซับเหล็ก ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองลพบุรี มาใช้ในพระราชวังและในเมืองลพบุรี ถังเก็บน้ำในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ คงทำไว้เพื่อกักน้ำไว้จ่ายในพระที่นั่งและตึกต่าง ๆ ในพระราชวัง 
  • โรงช้างหลวง ตั้งเรียงรายเป็นแถวชิดริมกำแพง เขตพระราชฐานชั้นนอกด้านในสุด โรงช้างส่วนใหญ่ปรักหักพังเหลือแต่ฐาน ปรากฏให้เห็นประมาณ 10 โรง ช้างซึ่งยืนโรงในพระราชวัง คงเป็นช้างหลวงหรือช้างสำคัญ สำหรับใช้เป็นพาหนะของสมเด็จพระนารายณ์ เจ้านายหรือขุนนางสำคัญพระที่นั่งและตึกที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
  • หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระที่นั่งองค์นี้ใน พ.ศ.2405 ในพระราชวังเดิมของสมเด็จพระนารายณ์ ณ เมืองลพบุรี ประกอบด้วยพระที่นั่งต่าง ๆ ดังนี้ คือ มุขด้านซ้ายมือ พระที่นั่งอักษรศาสตราคม เป็นที่ทรงพระอักษร มุขด้านขวาคือ พระที่นั่งไชยศาสตรากร เป็นที่เก็บอาวุธ พระที่นั่งองค์ขวางตรงกลางคือ พระที่นั่งวิสุทธิวินิจฉัย ใช้เป็นท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการ ด้านหลังสุดเป็นอาคารสูง 3 ชั้น คือพระที่นั่งพิมานมงกุฎ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ 
  • หมู่ตึกพระประเทียบ ตั้งอยู่บริเวณหลังพระที่นั่งพิมานมงกุฎ อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสูง 2 ชั้น เรียงรายอยู่ 8 หลัง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของข้าราชการฝ่ายในผู้ตามเสด็จ 
  • ทิมหรือที่พักของทหารรักษาการณ์ เป็นศาลาโถง อยู่ข้างประตูทางข้าเขตพระราชฐานชั้นกลางทั้งสองด้าน ใช้เป็นที่พักของทหารรักษาการณ์ในเขตพระราชวัง
         งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จัดขึ้นโดยจังหวัดลพบุรีร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมศิลปากร ชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานสิ่งแวดล้อมจังหวัดลพบุรี เทศบาลเมืองลพบุรี หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน งานนี้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2522 ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี ใช้ชื่อว่างาน "นารายณ์รำลึก" ครั้งต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์และได้จัดเรื่อยมาทุกปี จุดมุ่งหมายในการจัดงาน เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อแผ่นดินลพบุรีและประเทศชาติ อีกทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน สนใจในประเพณีและวัฒนธรรม อันเก่าแก่ของชาติไทยและยังส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย งานจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกๆ ปี เพราะถือว่าเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนทรง "พระราชสมภพของสมเด็จพระนารายณ์" รูปแบบการจัดงาน ได้เชิญชวนให้ประชาชนผู้ร่วมงาน แต่งกายย้อนยุค ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีการจัดขบวนแห่รอบตัวเมืองลพบุรี รำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเรียกความสนใจและความประทับใจ ต่อผู้มาชมงานเป็นอย่างมาก
 
ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งกลางวัน      กลางคืน เช่น มีการออกร้านขายของบริเวณเขตพระราชฐานชั้นนอก มีมหรสพ เฉลิมฉลองในงาน การแสดงแสง เสียง เกี่ยวกับแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ งานราตรีวังนารายณ์ มีการประดับประทีป โคมไฟ ตามช่องสำหรับวางประทีปรอบกำแพงด้านในพระราชวังได้สร้างความประทับใจให้กับผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ในปีนี้จังหวัดลพบรีจัดงานใหญ่ขึ้นได้เพิ่มสถานที่การจัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ที่วัดปืน (วัดร้าง) ,พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็น อย่างอลังการ ชมการแสดงการแต่งชุดไทยแบบจัดเต็มเลยทีเดียว และยังมีที่เทวสถานปรางค์แขก ถนนคนเดินหน้าวัดเสาธงทอง และสวนราชานุสรณ์ ตกแต่งประดับประดาไฟสวยงาน จากการร่วมมือหลายหน่วยของจังหวัด และชาวบ้านร่วมแรง ร่วมใจแต่งชุดไทยทั้งจังหวัดทำให้เห็นถึงความสามัคคีในชุมชนมีอาหารหลากหลายให้รับประทาน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 31 แล้ว

       วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 61          ทางคณะเดินทางไปยังไปวัดเขาพระ วัดเขาพระตั้งอยู่บริเวณ ชายเขา ม.9 ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เดิมทีเป็นสำนักปฏิบัติธรรมรังษี ด้านหน้าติดน้ำในเขื่อนป่าสักด้านหลังติดเขา หลังจากมีการสร้างเขื่อนป่าสักมีถนนรอบเขื่อนผ่านหน้าวัดทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงาม เมื่อปี พ.ศ. 2527 สำนักสงฆ์แห่งนี้มีเพียงกุฏิเก่า ๆ ที่มุงหลังคาด้วยจากเพียงหลังเดียวเท่านั้น ต่อมา ในปีนั้นเองท่านพระครูพิพัฒน์กิตติสารหรืออาจารย์สรวง (เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน) ได้ธุดงค์มาพบเห็นและเกิดการเท้าเจ็บจนไม่สามารถเดินทางต่อได้และอาศัยจำวัดอยู่ที่แห่งนี้ด้วยเหตุเห็นว่าจะบูรณะวัดแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง ให้ญาติโยมในแถบนี้ได้มาทำบุญกันหลังจากนั้นท่านก็ได้สร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ มากมายทั้งศาลาปฏิบัติธรรม กุฏิสงฆ์ที่อยู่ตามไหล่เขาและในปี 2538 ได้สร้างสมเด็จ หลวงพ่อโตหรือพระพุทธรังษีที่อาจารย์สวงสร้าง เป็นพระพุทธรูป ประดิษฐานอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นที่เคารพกราบไหว้นับถือบูชาของชาวบ้านเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ มักมีผู้มากราบไหว้ขอพรและได้สมความปารถนาดังตั้งใจ และในปี พ.ศ. 2547 ได้สร้างพระอุโบสถทำการวางศิลาฤกษ์แล้วเสร็จ จัดงานพิธีฝังลูกนิมิตในปี พ.ศ. 2550 จากนั้นได้สร้างพระธาตุเจดีย์ศรีชลสิทธิ์ ภายในประดิษฐานพระพุทธองค์ปฐมปางจักรพรรดิ์ (สมเด็จองค์ปฐม คือ พระพุทธเจ้าองค์แรก พระพุทธมหาจักรพรรดิ์เป็น พระพุทธรูปปางค์หนึ่ง) และได้อัญเชิญพระบรมสาริกธาตุพระพุทธเจ้าและพระธาตุพระอรหันต์มาบรรจุไว้ภายในด้วยรวมถึงพระพุทธเจ้าอีก 28 พระองค์

         ที่วัดเขาพระ    มีวัตถุมงคลที่เลื่องลือ คือ ตะกรุดท่านอาจารย์สรวงทำพิธีปลุกเสก มีเรื่องเล่าลือต่อ ๆ กันว่าได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น โดยดาบตำรวจไชโย (ไม่ทราบนามสกุล) ได้เข้าระงับเหตุ แต่เกิดพลาดโดนกระสุนปีนของกลุ่มวัยรุ่นเข้าที่ต้นขาจนกางเกงขาดวิ่นแต่กลับไม่ได้รับอันตรายแคล้วคลาดปลอดภัยเหตุการณ์ที่เป็นที่เล่าลือกัน และยังมีเรื่องเล่าอีกว่าสมัยเมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์สวง มาจำวัดอยู่ที่นี่ใหม่ ๆท่านได้ยินเสียงดนตรีไทยบรรเลง (มโหรี) แว่วมาไกลเสียงดังบ้างครั้งก็แผ่วเบา โดยทิศทางของเสียงมาทางภูเขา และบางวันก็จะเห็นลูกไฟลอยขึ้นมา ซึ่งปรากฏการณ์นี้มิใช่มีเพียงท่านอาจารย์สวงเท่านั้นที่เห็นองค์เดียว พระลูกวัดองค์อื่นของเขาวัดพระก็เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน แต่ปัจจุบันนี้ท่านไม่ค่อยได้ยินและเห็นลูกไฟที่ลอยขึ้นมาแล้ว วัดเขาพระแห่งนี้ นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้มากราบไหว้องค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ และชื่นชมวิวทิวทัศน์ธรรมชาติของเขื่อนป่าสักแล้วส่วนด้านบนภูเขาทางด้านหลังของพระอุโบสถยังพบถ้ำที่เพิ่งสำรวจเจอ แต่การเดินทางขึ้นไปบนถ้ำยังไม่สะดวกมากนักหากแต่ทุกท่านได้มาสัมผัสดื่มด่ำกับธรรมชาติแล้วยังได้ความสุขกับการทำบุญกราบไหว้ซึ่งไม่ไกลจากกรุงเทพฯเลย   

         คณะเราเดินทางต่อไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์      โดยขบวนรถไฟตื่นเต้นและเพลิดเพลินกับการนั่งขบวนรถไฟลอยน้ำของพ่อ รถไฟจอดกลางเขื่อนเราลงไปสัมผัสธรรมชาติ เห็นทิวทัศน์และนกบินมากมายซึ่งทำให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของเขื่อนฯที่ตั้งของโครงการฯอยู่ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และตำบลคำพราน อ.วังม่วง จ.สระบุรี เป็นเขื่อนดินชนิดมีแกนดินเหนียว ยาว 4,860 เมตร สูง 31.50 เมตร ระดับน้ำกักเก็บสูงสุด + 43.00 ม.รทก. เก็บน้ำได้ 960 ล้าน / ลบ.ม. มีพื้นที่โครงการมี 105,300 ไร่ ประโยชน์ของเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก เป็นแหล่งสำหรับอุปโภคบริโภคของชุมชนต่าง ๆ เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรในพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดขึ้นใหม่  เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่โครงการชลประทานเดิม ในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ช่วยป้องกันอุทกภัยให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม อ่างเก็บน้ำที่เกิดขึ้นจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ ช่วยการคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำป่าสักตอนล่าง และการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย เป็นแหล่งน้ำช่วยเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรีขยายตัวมากขึ้น
 
        เป็นที่น่าปลาบปลื้มที่พระองค์ทรงเป็นห่วงพสกนิกรชาวจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียงถึงประโยชน์ที่ราษฎรของพระองค์จะได้รับจากโครงการนี้ ณ พื้นที่ซึ่งเคยปรากฏความแห้งแล้ง สลับภาวะน้ำท่วม อันส่งผลให้ประชาชนต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบากทุกข์ยาก
         บ้านดินแดงมดแดง เป็นศูนย์เรียนรู้เครื่องปั้นดินเผาที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลาง ตั้งอยู่ที่ 98/2 หมู่ 5 ตำบลโคกตูม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาและสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัด และยังมีศูนย์เรียนรู้การผลิตเครื่องปั้นดินเผา เป็นสถานที่แวะพักริมทางทนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเยือน ภายในบ้านดินมดแดงตกแต่งเครื่องปั่นดินเผา เรียงราย ไว้อย่างสวยงาม มีทั้งกระถางต้นไม้ เตา ไห ไปจนถึงประติมากรรม เทวรูป ตัวการ์ตูน อื่นๆ อีกมากมาย เดินเข้าบ้านดินมดแดงคุณจะพบกับความสุข ความงามหลากหลาย และยังได้ชมตลาดนัดชุมชนอีกด้วยที่จะแวะชิม ช้อป กับพ่อค้า แม่ค้า ที่เป็นชาวบ้านแถบนั้นสร้างรายได้ให้กับชุมชน นอกจากนี้ยังมีบ้านดิน ที่สะท้อนถึงความพอเพียงอีกด้วย
         หมู่บ้านดินสอพอง ลพบุรีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตดินสอพองที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งเดียวในประเทศไทย อยู่ที่หมู่บ้านหินสองก้อน ริมคลองชลประทาน (สะพาน 6) ส่วนใหญ่ทำดินสอพองกันแทบทุกครัวเรือน นอกจากนั้นยังทำไข่เค็ม ปั้นตุ๊กตาของที่ระลึกอีกด้วย ทำให้มีนักท่องเที่ยวเขามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก ซึ่งใครไปไม่ถึงถือว่าพลาดโอกาสอย่างมาก
          วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 เมื่อมาถึงลพบุรีและไม่ไปศาลพระกาฬกราบสักการบูชาถือว่าไปไม่ถึง ศาลพระกาฬ ตั้งอยู่ริมทางรถไฟทางด้านทิศตะวันออก   เป็นเทวสถานเก่าครั้งขอมครองเมืองลพบุรีสร้างด้วยศิลาแลงเรียงซ้อนกันเป็นฐานสูง   จึงเรียกกันมาแต่ก่อนอีกชื่อหนึ่งว่าศาลสูง   ที่ทับหลังสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทำด้วยศิลาทราย 1 แผ่น   อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 วางอยู่ติดฝาผนังวิหารหลังเล็กชั้นบน ณ   ที่นี้ได้พบหลักศิลาจารึกแปดเหลี่ยมจารึกอักษรมอญโบราณ   ส่วนด้านหน้าเป็นศาลที่สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2496   โดยสร้างทับบนรากฐ านเดิมที่สร้างไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช   ภายในวิหารประดิษฐานรูปพระนารายณ์ยืนทำด้วยศิลา 2 องค์   องค์เล็กเป็นแบบเทวรูปรุ่นเก่าในประเทศไทยองค์ใหญ่เป็นประติมากรรมแบบ ลพบุรี   แต่พระเศียรเดิมหายไปภายหลังมีผู้นำเศียรพระพุทธรูปศิลาทราย   สมัยอยุธยาสวมต่อไว้เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป (แต่เดิมเจ้าพ่อพระกาฬมีพระกายสีดำ ไม่มีพระเศียร และพระกร)

     ในอดีตศาลพระกาฬร่มรื่นไปด้วยต้นกร่างขนาดใหญ่ขึ้นอยู่มากมายให้ร่มเงาครึ้มทั่วบริเวณ   และมีฝูงลิงอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก   นอกจากนั้นยังมีละครแก้บนไว้บริการผู้ที่ประสงค์จะมาแก้บน ณ สถานที่นี้   มีผู้กล่าวว่าใครก็ตามที่มาเมืองลพบุรีแล้วไม่ได้ไหว้เจ้าพ่อพระกาฬแล้วถือเสมือนว่าไม่ได้ไปเยือนเมืองลพบุรี ศาลพระกาฬยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาจนถึงทุกวันนี้
          อาจารย์เชอรี่เล่าว่า ลิงศาลพระกาฬหรือลิงเจ้าพ่อ หรือลิงลพบุรี เป็นกลุ่มลิงที่อยู่รวมกันเป็นฝูงประมาณ   500 ตัว ลิงเหล่านี้ได้มีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ  
         1. ลิงกลุ่มใหญ่เป็นลิงประจำศาลพระกาฬที่มีชีวิตและกิจกรรมในช่วงเวลากลางวันคอยต้อนรับผู้   มาเยือน อยู่ในบริเวณศาลพระกาฬ   และใช้เวลาช่วงเช้าและเย็นอยู่ในพื้นที่บริเวณเทวสถานปรางค์สามยอดและพื้นที่มุมสนามของโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย   ในยามค่ำจะพากันรวมฝูงกลับมานอนที่ศาลพระกาฬ   ลิงกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างดี   มีผู้เลี้ยงดูและมีผู้นำอาหารมาเลี้ยงเพื่อเป็นการเซ่นไหว้   แก้บนตามความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อศาลพระกาฬอยู่เสมอ   ชาวบ้านจะเรียกลิงกลุ่มนี้ว่า " ลิงเจ้าพ่อ " หรือ " ลิงศาลพระกาฬ " ลิงเหล่านี้   จะมีผู้นำฝูงซึ่งเป็นลิงที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับในฝูง  
       2. ลิงกลุ่มเล็กๆอีกกลุ่มหนึ่งแตกหลงฝูงออกไปและไม่ได้รับการยอมรับกลับเข้าฝูง   จะมีชีวิตเร่ร่อนอยู่บริเวณนอกศาล ตามทางเท้าหรือชายคาร้านค้า   บ้านเรือนในเขตชุมชนเมืองลพบุรี   เป็นกลุ่มลิงที่สร้างปัญหาความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัย   และผู้สัญจรไปมา บางคนเรียกลิงกลุ่มนี้ว่าลิงนอกศาล ลิงตลาด หรือลิงจรจัด
 
         พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือ   พระที่นั่งเย็น ตั้งอยู่ที่ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง   จังหวัดลพบุรี
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดฯ ให้สร้างพระที่นั่งไกรสรศรีหราชขึ้น   เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่ประทับพักร้อน และมีความสำคัญใน   ฐานะที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชฯ ใช้เป็นสถานที่สำรวจจันทรุปราคา เมื่อวันที่ 11   ธันวาคม 2228 ร่วมกับบาทหลวงเจซูอิต และบุคคล ในคณะทูตชุดแรกที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14   แห่งประเทศฝรั่งเศสส่งมาเจริญสัมพันธไมตรี   เหตุที่ได้ใช้พระที่นั่งเย็นเป็นที่สำรวจจันทรุปราคามีบันทึกของชาวฝรั่งเศษ กล่าวว่า " เป็นที่เหมาะสมมองท้องฟ้าได้ทุกด้าน   และมีพื้นที่กว้างมากพอสำหรับที่จะติดตั้งเครื่องมือ " ยังมีภาพการสำรวจจันทรุปราคาที่พระที่นั่งเย็นซึ่งชาวฝรั่งเศสวาดไว้เป็นรูปสมเด็จพระนารายณ์ฯ   ทรงสวมลอม พอก   ทรงกล้องส่องยาววางบนขาตั้งทอดพระเนตรพระจันทร์จากสีหบัญชรของพระที่นั่งเย็น   และตรงเฉลียงสองข้างสีหบัญชรด้านหนึ่งมีขุนนางหมอบกราบ   อีกด้านหนึ่งนักดาราศาสตร์กำลังสังเกตการณ์โดยใช้กล่องส่อง จึงกล่าวได้ว่า   การศึกษาวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ณ   พระที่นั่งเย็นเมืองลพบุรี ลักษณะพระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็น เป็นพระที่นั่งชั้นเดียว มีผังเป็นทรงจตุรมุข ตรงมุขหน้ามีมุขเด็จยื่นออกมา   และมีสีหบัญชรกลางมุขเด็จ ก่อด้วยอิฐ สอปูน เป็นอาคารทรงไทย   ประตูหน้าต่างเป็นแบบสีเหลี่ยมสอบเข้าหากัน   มีซุ้มหน้าต่างและซุ้มประตูทำเป็นซุ้มเรือนแก้วทำด้วยปูนปั้น ตัวอาคารแบ่งเป็น 3   ส่วน            
       1. ส่วนหน้าเป็นห้องโถงมีมุขเด็จ เข้าใจว่าเป็นที่สมเสด็จผ่านหรือเป็นที่ออกขุนนาง 
       2. ส่วนกลางเป็นที่ประทับส่วนพระองค์  
       3. ส่วนหลังเป็นที่พักฝ่ายในบริเวณพระตำหนักจะกั้นด้วย ฉนวนหรือเขื่อนเพชร   ทั้งด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก นอกเขื่อนเพชรทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ของพระที่นั่งส่วนแรก ในบริเวณพระที่นั่งมีอาคารเล็กๆ   ก่อด้วยอิฐอาจจะอาคารที่พัก 4 หลัง
         ปัจจุบันพระที่นั่งเย็น คงเหลือเพียงผนังพระที่นั่ง ฉนวนหรือเขื่อนเพชร   ลวดลายบนพื้นกรอบซุ้มเรือน แก้ว   ของกรอบประตูและหน้าต่างเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
         วัดปืน (วัดร้าง) โบราณสถานวัดปืน ตั้งอยู่ที่ถนนบนเมือง ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี (อยู่หลังศาลลูกศร ใกล้กับบ้านหลวงรับราชทูต) บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ภายในเมืองโบราณลพบุรีชั้นใน ในแผนที่ของเมืองละโว้ที่เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2230 มีคำอธิบายระบุว่า เป็นที่ตั้งของวัด  จึงยืนยันได้ว่าเป็นวัดมาแล้วก่อนหน้านั้น ชื่อวัดปืนไม่มีประวัติชัดเจน คำว่า "ปืน" อาจมาจากศรพระราม หรือปืนพระราม เนื่องจากวัดนี้อยู่ในบริเวณเดียวกับศาลลูกศรที่มีชื่อเป็นที่ตั้งอาคารมาแล้ว ในแผนผังเมืองเก่า สำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2456 กรมศิลปากรได้ประกาศกำหนดขอบเขตที่ดินโบราณสถาน วัดปืนและศาลลูกศร ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 97 ตอนที่ 159 วันที่ 14 ตุลาคม 2523 หน้า 3538 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา องค์ประกอบโบราณสถาน วัดปืน วัดปืนประกอบด้วย วิหาร และเจดีย์ เป็นประธานของวัดวางตามแนวแกนทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก หันหน้าไปทางทิศตะวันออก วิหารมีลักษณะรูปแบบเป็นอาคารทรงไทยผสมอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตก ใช้ผนังรับน้ำหนักโครงสร้างขนาดในการก่อสร้างครั้งแรก 12 x 23 เมตร มีประตูทางเข้าอยู่ด้านข้าง ด้านละ 1 ช่อง ต่อมาขยายด้านหน้าทำให้วิหารมีขนาดยาวออกไปอีก 5.4 เมตร และเปลี่ยนทางเข้าวัดไว้ที่กึ่งกลางเพียงทางเดียว ทางข้างเจาะหน้าต่างที่กึ่งกลางผนังด้านละ 1 ช่อง ผนังด้านในตะวันออก ด้านในเจาะหน้าต่างเป็นซุ้มรูปกลับบัว (เป็นรูปทรงโค้งแหลม) สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปด้านละ 6 ช่อง เช่นเดียวกับที่มีตามแนว
 กำแพงพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ อาคาร 12 ท้องพระคลัง และวิหารวัดเสาธงทอง เป็นต้น ซึ่งเป็นที่นิยมสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยได้รับแบบอย่างมาจากอินเดียและเปอร์เซีย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 23  บริเวณพื้นที่วัดปืนในอดีตการขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อศึกษาใช้พื้นที่ในบริเวณโบราณสถานวัดปืนพบว่ามีการดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องจากสมัยทราวดี-สมัยลพบุรีก่อนการก่อสร้างเป็นวัดในสมัยอยุธยา แบ่งได้เป็น 2 สมัยคือสมัยทราวดี พุทธศตวรรษที่ 6-17 พื้นที่บริเวณวัดปืน  เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนเมืองที่มีคู  น้ำคันดินล้อมรอบ โดยมีลำน้ำแม่น้ำลพบุรีเป็นส่วนหนึ่งของคูเมือง ด้านทิศตะวันตกได้พบแนวอิฐห่างจากฐานวิหารวัดปืน ด้านทิศใต้ประมาณ 10 เมตร ก่อเรียงตัวตามแนวแกนทิศตะวันออกหรือตะวันตกความยาวไม่น้อยกว่า 35 เมตร ยังมีเศษมุมฉากเป็นบางส่วนและมีร่องรอยของมุมเสาอยู่ระดับสูงกว่าพื้น ใช้งานด้านนอกของโบราณสถานที่สันนิษฐานได้ว่า แนวอิฐนี้นี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของลานประทักษิณของศาสนสถานขนาดใหญ่คล้ายกับที่ปรากฏในโบราณสถานทุ่งเศรษฐี จังหวัดเพชรบุรี แต่มีบางช่วงมีร่องรอยถูกรื้อทำลาย เพื่อการก่อสร้างในสมัยต่อมา โบราณวัตถุที่พบร่วมกับแนวอิฐร่วมกับฐานอาคาร ได้แก่ ลูกปัดแก้ว พระพุทธรูปและตุ๊กตาดินเผา เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดินที่ปรากฏเอกลักษณ์ของเครื่องถ้วยสมัยทราวดี เช่น หม้อมีบ่า ตะคัน กุนชีและเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์ถังหยวน เป็นต้น วัดนี้เคยโด่งดังมาก เมื่อพบกรุพระเครื่อง " พระนาคปรกวัดปืน" เมื่อประมาณ 70 กว่าปีมาแล้ว
         พระปรางค์สามยอดตั้งอยู่บนเนินดินใกล้กับศาลพระกาฬ ณ ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พระปรางค์สามยอด เป็นโบราณสถานที่มีอายุอยู่ใน ราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นศิลปเขมรแบบบายน สร้างด้วยศิลาแลงหินทราย ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นที่สวยงาม ตรงซุ้มประตูเดิมคงมีทับหลัง แต่ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ เสาประดับกรอบประตูแกะสลักเป็นรูปฤาษีนั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งเป็นแบบเฉพาะของเสาประดับกรอบประตูศิลปเขมรแบบบายน ด้านหน้าต่างทิศตะวันออก มีวิหารที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นวิหารสร้างด้วยอิฐมีหน้าต่างโค้งแหลมประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ปางสมาธิที่ยังสมบูรณ์ดี เป็น ศิลปแบบสมัยอยุธยาตอนต้นอายุราวพุทธศวรรษที่ 20 ปรางค์องค์กลางประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก องค์ซ้ายประดิษฐานรูปนางปรัชญาปารมิตา หรือนางปัญญาบารมี ส่วนปรางค์องค์ขวา ประดิษฐาน รูป พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
         วงเวียนสระแก้ว ตั้งอยู่บนถนนนารายณ์มหาราช   กลางวงเวียนศรีสุริโยทัย หรือวงเวียนสระแก้ว เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ขุดเมื่อปี พ.ศ.   2481-2482 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม   เป็นนายกรัฐมนตรีในอดีตเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำใช้ของเมืองใหม่และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน   และสร้างประติมากรรม ลักษณะคล้ายทหารปืนใหญ่ ในท่าเตรียมพร้อมอยู่บนแท่งสูงกลางสระ
          ต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นสร้างสิ่งก็สร้างคล้ายรูปพานและรูปคล้ายเทียนตั้งอยู่กลางพาน   มีสะพานเชื่อมจากขอบสระไปยังพานทั้ง 4 ทิศ ขอบพานมีตราสัญลักษณ์ของกระทรวงต่างๆ   เช่น กระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง ในสระมีพญานาคให้น้ำ 4 ตัว   มีรูปปั้น คชสีห์หมอบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทหารอยู่เชิงสะพานทั้งสี่ทิศรวม 8 ตัว   รูปปั้นคชสีห์มีเจตนาปั้นให้มีกล้ามเนื้อเพื่อให้เกิดความรู้สึกแข็งแรงบึกบึน   ขอบสระสร้างเป็นที่นั่งพักผ่อนโดยรอบ มีบุคคลร่วมสมัยของการก่อสร้างวงเวียนสุริโยทัยเช่น นายกมล เกตุ   อดีตหัวหน้าหน่วยศิลปากรลพบุรี ระบุว่าสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะคล้ายพาน และแท่งเทียนนั้นแท้จริงแล้ว ผู้สร้างต้องการสร้างเป็นฐานสำหรับเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ของจอมพล   ป. พิบูลสงคราม ซึ่งจอมพล ป. ไม่เห็นด้วย จึงมีลักษณะเป็นแท่งเทียนดังกล่าว   ปัจจุบันมีการประดิษฐ์รูปเปลวไฟวางบนแท่งเทียนซึ่งเทศบาลลพบุรีทำมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน   พ.ศ. 2539
 ลพบุรีเป็นเมืองที่ถูกเลือกมาแล้ว ที่จะต้องมีผู้ปกครองในตํานานรามเกียรติ์ จากการที่พระรามไปรบมากับทศกัณฐ์ หลายครั้งหลายคราก็ชนะทศกัณฐ์ จะปูนบำเหน็จให้กับทหารเอกก็ คือ หนุมาน ก็เลยแผลงศร ศรนั้นก็ไม่ใช่ศรธรรมดา เป็นศรที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อยิงออกมาแล้วก็หนุมานเหาะตามเพื่อไปยังที่ศรนั้นตกลงไป ศรตกที่ไหนก็ให้ยึดครองเมืองนั้น ก็มาตกในที่ที่นึงแล้วก็เกิดไฟเผาผลาญพื้นที่บริเวณนั้นเป็นสุกไปหมดเลยกลายเป็นดินสีขาว แล้วหนุมานก็กระโดดลงมาเอาหางทุบทุบให้ไฟดับไม่ให้ไฟไหม้ ดินกลายเป็นขาวๆ ก็สุก ปัจจุบันก็ คือ ดินสอพองนั่นเอง ลพบุรีจึงเป็นแหล่งผลิตดินสอพองที่ขึ้นชื่อระดับหนึ่งของประเทศ ปัจจุบันแล้วดินสอพองเราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันทุกวันเลยค่ะ ตื่นเช้ามาทุกท่านก็ใช้ ตอนเช้านั่นก็คือ ยาสีฟันนั่นเอง มีส่วนผสมของไม่ว่าจะเป็นโรงงานคอนเกต ทุกยี่ห้อรับวัตถุดิบมาจากลพบุรีนั่นเอง ดินสอพองมีหลายที่ แต่ที่ดีที่สุดคือลพบุรี ดังนั้นบริเวณนั้นก็มีเรื่องการทำของ การแปรรูปดินสอพอง
         นายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน) กล่าวว่า การจัดทริปครั้งนี้เป็นการนำผู้ประกอบการ สื่อมวลชนลงในพื้นที่ภาคกลาง จังหวัดอ่างทอง-ชัยนาทและลพบุรี ในทริปนี้จะเน้นเป็นพิเศษในเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชนและวัฒนธรรม ทางสมาคมจะเน้นอยู่ 3 เรื่อง จะทำสาม ก.
          ก.แรก คือ เรื่องการกิน กินอาหารชุมชนกัน เราจะไม่เน้นทานอาหารในโรงแรมซักเท่าไหร่ เราทุกคนลองมาทานอาหารในชุมชนกัน สด สะอาด เป็นอาหารง่าย ๆ อร่อย ได้รสชาด และรู้สึกประทับใจกับชุมชนในการต้อนรับคณะเรา เพราะเขามารับเราด้วยใจจริงๆ เขาก็เอาอาหารพื้นถิ่นมาให้เรากินจริงๆ นั่นก็คือ ก. ที่ 1 ของเรา
         ก. ตัวที่สองคือกอด ก.ในที่นี้ คือ เรามากอดวัฒนธรรม เรามากอดวิถีความเป็นไทย เรามางานวังนารายณ์ราชนิเวศน์ไปดูชุมชน เรื่องของชาวลาวเวียง วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งทุกท่านก็ได้ร่วมกันแต่งกายย้อนยุค โดยเฉพาะงานวังนารายณ์เนี่ย ผู้ประกอบการเองก็ได้เลือกแต่งชุดไทยมาในงาน กัน เราไม่ได้รู้สึกก็เขินเลยในการแต่งชุดไทย ในงานแบบนี้ เราจะเห็นได้ว่า วังนารายณ์คนจะเยอะมากและที่สำคัญ คนจะแต่งชุดไทยกันทั้งเมือง รวมทั้งนักท่องเที่ยว รวมทั้งต่างชาติ อันนี้เป็นวิถีความเป็นไทยที่มีความน่ารักอยู่ในตัวและเราเดินใส่ชุดไทย ได้โดยไม่เคอะเขินแม้กระทั่งไป กินบะหมี่ นั่งรถมอเตอร์ไซค์ เหมือนกับเราแต่งชุดไทย มาในงานลพบุรีเป็นอะไรที่เห็นไม่แปลกประหลาดเลย ช่วยกันด้วย อันนี้เป็นอะไรที่สำคัญมากๆ เลย ในทริปนี้เป็นการเน้นเรื่องของชุมชน เรื่องความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งเอาผู้ประกอบการมาเพื่อให้เขารับทราบว่า สิ่งเหล่านี้ เราสามารถที่จะนำท่องเที่ยวหรือบอกกับนักท่องเที่ยวว่า " การท่องเที่ยวมันเปลี่ยนไปแล้ว โดยที่ท่องเที่ยวกับบริษัททัวร์มีมัคคุเทศก์ในการบอกกล่าวการไปชุมชน การที่นักท่องเที่ยวจะไปเองในชุมชน อาจจะลำบากนิดนึง มาแล้วจะเจออะไร มาทําไมที่ชุมชน แต่ที่นี้เรา บริษัททัวร์หรือบริษัททัวร์มาดู จะบอกนักท่องเที่ยวว่า มาชุมชนแล้วได้อะไร มาแล้วจะมาดูอะไร จะมาเก็บเกี่ยว ประสบการณ์อย่างไรในชุมชนนะครับ เพราะฉะนั้น ในทริปนี้ เราถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ และทำให้ผู้ประกอบการเองได้เข้าใจด้วย และการท่องเที่ยวชุมชนและวัฒนธรรมไม่ใช่นักท่องเที่ยวจะเข้าใจอย่างเดียว เราได้ทำให้ผู้ประกอบการเองเข้าใจก่อนนะว่าการเที่ยวชุมชนมันดีอย่างไร มันตอบอัตลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างไร เพราะฉะนั้น 2 ก. ที่เราทำนั้น เรื่องการกิน การเก็บ เท่ากับตอบโจทย์เรื่องนี้ และที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องการเก็บ ในเรื่องการเก็บนี่แล้วอยากจะ ใช้ Concept ว่า " เที่ยวทั้งทีทำดีร่วมกัน"
         ก.ที่ 3 เรื่องการเก็บ ขยะในแหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องกระทำสิ่งดีๆให้กับชุมชน โดยเฉพาะในเรื่องความสะอาดให้กับแหล่งท่องเที่ยวนี่ คือ ตัว ก.ที่ 3 ผู้ประกอบการช่วยทำความสะอาดด้วย เราทุกคนก็มีความสุขนะที่ได้ทำการ ทำกิจกรรมกับชุมชน ทำ CSR แล้วทุกคนก็มีความสุขสะอาดสะอ้าน เราเลยจัดกิจกรรมปีนี้ 3 ก ด้วยกัน นั่นคือ กิน กอด เก็บ มาคราวนี้เราได้ทั้ง 3 ตัวเลยนะครับ ฉะนั้นขอบคุณทางชุมชน ที่ต้อนรับเป็นอย่างดี ขอบคุณทางจังหวัด ขอบคุณอาจารย์ทางเทพสตรีนะครับ ที่มาเป็นวิทยากรให้เราในครั้งนี้ออกทริปอย่างนี้เราจะนำไปเสนอขายให้กับลูกค้า เพื่อจะนำลูกค้าลงมาในชุมชนและก็มาดุเรื่องวัฒนธรรมซึ่ง เราก็จะไม่เคอะเขินเลย และเป็นอะไรเราต้อง สนับสนุน อย่างที่ผมก็ต้องสนับสนุนในปีนี้เพื่อให้กิจกรรมแบบนี้คู่ลพบุรี ภาคกลางตอนบน ทั่วประเทศเลยหากิจกรรมดี ๆ เหล่านี้มาให้ทุกท่านได้เข้าเยี่ยมชมกัน ก็ขอฝากเรื่องของวัฒนธรรมไทย เรื่องของวิถีไทย นักท่องเที่ยวในเมืองไทย เพราะว่าเสน่ห์เมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ นะครับ
       

ขอขอบคุณ  

ดร.สยามล เทพทา                              หัวหน้าสาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 

นางสาวอิงณภัสร์ วงษ์สิทธิชัย                  วิสาหกิจชุมชนบ้านมหาสอน

นายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์                         นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ 

นายราเชน สรรพสิทธิ์                            ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๙ ตำบลหนองบัว

นายประดิษฐ์ โรจนพร                            ตลาดบ้านดินมดแดง 

นางสาวกมลรส ซ้อนใย                          ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๔ ตำบลทะเลชุบศร  “กลุ่มพัฒนาดินสอพองบ้านหินสองก้อน”

นายวิชาญ พันอุด และนางวิภาพร จันทรัตน์    กลุ่มปั้นลิงตำบลยางโทน

นางเตือนใจ สอนสุด                              คณะทำงานและดูแลตลาดบ้านระจัน

 

www.hellosarapa.com                                      
ข่าวประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจแนะนำเพิ่มเติม